วันพฤหัสบดีที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556


ระบบย่อยอาหาร



ทางเดินอาหารของคนเราประกอบด้วย ปาก>คอหอย>หลอดอาหาร>กระเพาะอาหาร>ลำไส้เล็ก>ลำไส้ใหญ่>ทวารหนัก


    การย่อยอาหาร (digestion)คือ กระบวนการเปลี่ยนสภาพสารอาหารที่โมเลกุลมีขนาดใหญ่ให้เป็นสารอาหารที่มีโมเลกุลเล็กลง เพื่อให้ร่างกายดูดซึมไปใช้ได้
อาหารที่รับประทานเข้าไปจะผ่านไปตามทางเดินอาหารเพื่อย่อย และดูดซึมอาหารไปใช้ 
(สารที่ช่วยย่อยอาหาร คือ เอนไซม์ ;เอนไซม์เป็นสารพวกโปรตีน)
       การย่อยอาหาร แบ่งออกเป็น 2แบบตามกลไกการย่อย คือ
1.การย่อยเชิงกล(Mechanical Digestion)เป็นการลดขนาดของชิ้นอาหาร และเพิ่มพื้นที่ผิวสัมผัสในการย่อยอาหาร ไม่ได้เปลี่ยนโครงสร้างทางเคมีของโมเลกุลสารอาหาร เช่น การบด การเคี้ยว การบีบตัวของกระเพาะอาหาร การแตกตัวของไขมันโดยน้ำดี(Bile)
2.การย่อยเชิงเคมี(Chemical Digestion)มีการเปลี่ยนโครงสร้างทางเคมีของโมเลกุลสารอาหาร ได้แก่ การย่อยอาหารโดยการใช้เอนไซม์(Enzyme)ต่างๆ


   ปาก (Mouth)

ปากจะมีฟันช่วยในการบดเคี้ยวอาหารให้มีขนาดเล็กลง (Mechanical Digestion)
มีลิ้นเป็นตัวช่วยคลุกเคล้าอาหาร
เอนไซม์อะไมเลสในน้ำลาย ย่อยแป้งโพลีแซคคาไรด์ที่เล็กลง(Dextrin)
อาหารที่ผ่านการบดจากปาก เราเรียกว่า โบลัส(Bolus)
ต่อมน้ำลายมี 3คู่ คือ ข้างกกหู ใต้ลิ้น และใต้ขากรรไกรล่าง
น้ำลาย ประกอบด้วย น้ำ ประมาณ 99.5เปอร์เซ็นต์,เมือก(mucin) ที่ทำให้อาการลื่นกลืนสะดวก และเอนไซม์อะไมเลส ย่อยแป้งให้เป็นมอลโทส
คอหอย (Pharynx)

เป็นทางผ่านของอาหารไปสู่หลอดอาหาร และทางผ่านของอากาศสู่หลอดลม
ขณะกลืนอาหาร ฝาปิดกล่องเสียงจะเลื่อนลงมาปิดหลอดลมส่วนบน (กล่องเสียง) และเพดานอ่อนจะขึ้นไปปิดรูเปิดจากจมูก ทำให้ขณะกลืนอาหารเราม่มีการหายใจ เพราะจะสำลัก และเกิดอันตรายได้
หลอดอาหาร (Esophagus)

ไม่มีการหลั่งเอนไซม์ มีการสร้างเมือกเพื่อหล่อลื่นอาหาร
มีการบีบตัวเพื่อไล่ก้อนอาหาร (Peristalsis)เมื่อมีอาหารลงสู่หลอดอาหาร
กระเพาะอาหาร (stomach)

ในการเพาะอาหารมีการบีบตัวเพื่อคลุกเคล้าอาหาร
มีส่วนท่อที่ลึกลงไปในผิวกระเพาะซึ่งเป็นที่อยู่ของ เซลล์ที่สร้างเอนไซม์ (Gastric Gland) ซึ่งเอนไซม์ที่เกี่ยวข้อง กับการย่อยสลายโปรตีนในรูปของ Proenzyme (ยังไม่พร้อมทำงาน)
ลำไส้เล็ก (Small Intestine)

ยาวประมาณ 630เซนติเมตร มีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 3.8เซนติเมตร
ผนังลำไส้เล็กมีความหนาแน่นของวิลไลประมาณ 10-40อันต่อพื้นที่ตารางมิลลิเมตร
เป็นส่วนหลักที่ทำหน้าที่ย่อย และดูดซึม
แบ่งเป็น 3ส่วน คือ
ดูโอดีนัม(Duodenum) ยาวประมาณ 25เซนติเมตร ย่อยอาหารเป็นหลักได้เอนไซม์ช่วยจากตับอ่อน และน้ำดีจากตับ
เจจูนัม(Jejunum) ยาวประมาณ 270เซนติเมตร ดูดซึมเป็นหลัก
ไอเลียม(Ileum) ดูดซึมสารอาหารที่เหลือจากเจจูนัม
ภายในเจจูนัม และไอเลียม ผนังจะยื่นเป็นปุ่มคล้ายนิ้วมือ เรียกว่า วิลไล(villi)เพื่อเพิ่มพื้นที่ผิวในการดูดซึมสารอาหารซึ่งจะถูกดูดซึมผ่านวิลไลเข้าสู่ระบบเลือด หรือน้ำเหลืองต่อไป
อวัยวะที่ช่วยมนการย่อย คือ  
ตับ และถุงน้ำดี ตับสร้างน้ำดี และเก็บสะสมที่ถุงน้ำดี ซึ่งน้ำดีช่วยให้ไขมันแตกตัวเป็นเม็ดเล็กลงให้เอนไซม์สามารถย่อยได้สะดวกขึ้น
ตับอ่อน ทำหน้าที่สร้างเอนไซม์ในการย่อยอาหารที่ดูโอดีนัมหลายชนิด รวมทั้งสร้างโซเดียมไฮโดรเจนคาร์บอเนต(NaHCO3)ซึ่งมีฤทธิ์เป็นเบสเพื่อช่วยสะเทินกรดจากกระเพาะ
อาหารที่ถูกย่อยนั้นจะได้โมเลกุลเล็กที่สุด คือ
คาร์โบไฮเรต   ถูกย่อยได้น้ำตาลโมเลกุลเดี่ยว 
                         โปรตีน          ถูกย่อยได้กรดอะมิโน 
                         ไขมัน            ถูกย่อยได้กรดไขมัน และกลีเซอรอล

อาหารที่ย่อยแล้วนั้นจะถูกดูดซึมด้วยวิธีที่แตกต่างกัน
น้ำตาลโมเลกุลเดี่ยว และกรดอะมิโน       ดูดซึมเข้าสู่ระบบเลือด และเข้าสู่ตับก่อน 
กรดไขมัน และกลเซอรอล                    ดูดซึมเข้าสู่ระบบน้ำเหลืองโดยไม่ต้องเข้าตับ
ลำไส้ใหญ่ (Large Intestine) 

ยาวประมาณ 150เซนติเมตร และมีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 6.5เซนติเมตร
ลำไส้ใหญ่ แบ่งได้เป็น 4ส่วน ดังนี้
ซีคัม(cecum)เป็นส่วนแรกของลำไส้ใหญ่ต่อกับลำไส้เล็ก อยู่ส่วนล่างของช่องท้องด้านขวา ลักษณะคล้ายกระเปาะปลายตัน มีไส้ติ่งติดอยู่
โคลอน(colon) แบ่งเป็น4ส่วน ได้แก่ ลำไส้ใหญ่ส่วนที่ทอดขึ้น ลำไส้ใหญ่ส่วนที่ทอดขวางช่องท้อง ลำไส้ส่วนที่ทอดลง และลำไส้ส่วนคด
ลำไส้ตรง(recturn)เป็นส่วนต่อลงมาจากโคลอน
ช่องทวารหนัก(anal canal)เป็นส่วนที่ต่อจากลำไส้ตรงไปสิ้นสุดที่ทวารหนัก
ผนังชั้นในของลำไส้ใหญ่ประกอบด้วยเซลล์จำนวนมากที่ผลิดเมือก
ลำไส้ใหญ่จะรับอาหารส่วนที่ย่อยไม่ได้จากลำไส้เล็ก เรียกว่า กากอาหาร ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นเซลลูโลสที่มาจากผนังเซลล์ของพืช
ลำไส้ใหญ่ทำหน้าที่ดูดน้ำ และแร่ธาตุในกากอาหาร และไม่มีการสร้างเอนไซม์
แบคทีเรียอาจหมักได้แก๊สไฮโดรเจนซัลไฟด์(H2S) ซึ่งมีกลิ่นเหม็น หรือแก๊สมีเทน(CH4)

     
ที่มา: http://www.near2134.thcity.com/yoy.html      

วันศุกร์ที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556


เข้าค่ายลูกเสือ-เนตรนารี ม.2 ^^

ลูกเสือ-เนตรนารี ม.2 ของโรงเรียนตากพิทยาคม! :))
     
       สวัสดีจ้า  วันนี้จะมาเล่าให้ทุกๆคนได้ทราบ เกี่ยวกับ การเข้าค่ายลูกเสือ-เนตรนารี ของม.2 โรงเรียนตากพิทยาคม ! กันนะ :))
   (เข้าค่ายตั้งแต่วันที่ 24-26 มกราคม ค่ะ ^^)

        วันที่ 24
   ลูกเสือ-เนตรนารี ม.2 ทุกคน จะไปพบกันที่ โรงเรียนบ้านห้วยนึ่ง เวลา7.30 น.เพื่อรวมตัวกันเดินทางไกล ไปจนถึงค่ายตชด. 34 ซึ่่งมีระยะทางประมาณ 5 กิโลเมตร พอถึงค่ายตชด.34 ครูฝึกก็ให้เราคลานเข้าค่าย และให้นั่งพัก ต่อจากนั้น ก็พาพวกเราไปไหว้พระเจ้าตากสิน และปล่อยให้ ไปรับประทานอาหาร จากนั้น ก็เข้าฐานต่างๆ ตามที่ได้จัดไว้ พอตกเย็นก็ให้อาหารกินในมื้อเย็นแล้วก็ปล่อยให้ไปรับประทานอาหารและเข้าฐานต่อ เข้านอนประมาณห้าทุ่ม สนุกมาก!!

         วันที่ 25
   ตื่นเช้ามา ครูฝึกก็ให้เราไปออกกำลังกายบริหาร และให้แบ่งคนไปทำอาหาร 2 คน จากนั้น ก็ปล่อยให้ไปรับประทานอาหารและอาบน้ำ แล้วก็เรียกรวมกอง เพื่อปล่อยให้แต่ละกองไปตามฐานต่างๆ ซึ่งแต่ละฐานก็มีทั้งสนุก น่ากลัว และหวาดเสียว   เหนื่อย ร้อน และ ในตอนกลางคืนได้มีการแสดงรอบกองไฟ ซึ่งกองลูกเสือ-เนตรนารี แต่ละหมู่ ก็แสดงได้ดีมาก 




วันสุดท้าย
ตื่นมาก็เหมือนเดิม ครูฝึกให้ออกกำลังและ แบ่งคน 2 คนทำอาหารเช้า แล้วก็ปล่อยให้มาทำธุระส่วนตัว จากนั้น เมื่อเสร็จเรียบร้อยแล้วก็ได้เรียกรวมกอง เพื่อปิดประชุมกอง และมีการร้องเพลง และจับมือแสดงความยินดีกับครูฝึก คุณครู และหมู่ลูกเสือ-เนตรนารี 


"พวกเราขอขอบคุณที่ได้ช่วยฝึกฝน และสอนให้พวกเราได้เรียนรู้ถึงความอดทน ความสามัคคี และความรักใคร่กลมเกลียวกัน และขอขอบคุณผู้อำนวยการโรงเรียนตากพิทยาคม ที่เป็นผู้เปิดการเข้าค่ายลูกเสือ-เนตรนารี ครั้งนี้ หวังว่า จะมีการเข้าค่ายแบบนี้ และสนุกเหมือนเดิม :) "

กิจกรรมประจำหน่วยที่ 2 :))

1) กระบวนการทางเทคโนโลยีสารสนเทศคืออะไร มีองค์ประกอบอะไรบ้างตอบ กระบวนการจัดการกับข้อมูลข่าวสาร โดยนำข้อมูลดิบให้ผ่านกระบวนการต่างๆ จนเป็นสารสนเทศที่นำมาใช้ประโยชน์ได้ ประกอบด้วย การรวบรวมข้อมูล การตรวจสอบความถูกต้อง การประมวลผลและการเผยแพร่สารสนเทศ
2) จงให้คำนิยามของสิ่งต่อไปนี้ พร้อมทั้งแสดงให้เห็นว่าสิ่งเหล่านั้นมีความสัมพันธ์กันอย่างไร 

1) ข้อมูล 2) สารสนเทศ 3) ความรู้
ตอบ ข้อมูล หมายถึง ข่าวสาร เอกสาร ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับบุคคลเช่นคะแนนสอบ        -.สารสนเทศ หมายถึง ข้อมูลต่างๆ ที่ได้ผ่านการประมวลผล        -.ความรู้ หมายถึง สิ่งที่ทำให้คนเข้าใจ แล้วนำความเข้าใจนั้นมาปฏิบัติหรือประยุกต์ให้  เกิดประโยชน์ 
           ความสัมพันธ์ คือ นำข้อมูลไปประมวลผลได้เป็นสารสนเทศและวิเคราะห์นำความรู้ไปใช้ต่อ
3) จงยกตัวอย่างจากประสบการณ์ของนักเรียนเองว่า ความรู้ช่วยในการตัดสินใจได้อย่างไรตอบ การเลือกซื้อของ โดยเลือกของที่ตนเองมีความรู้เกี่วกับของสิ่งนั้น
4) การเก็บรักษาข้อมูลและสารสนเทศมีวิธีการอย่างไร และเก็บไว้เพื่อประโยชน์อะไรตอบ    1. การเก็บรักษาข้อมูล การเก็บรักษาข้อมูล หมายถึง การนำข้อมูลมาบันทึกเก็บไว้ในสื่อบันทึกต่างๆ เช่น แผ่นบันทึกข้อมูล นอกจากนี้ยังรวมถึงการดูแล และทำสำเนาข้อมูลเพื่อให้ใช้งานต่อไปในอนาคตได้
 2. การทำสำเนาข้อมูล การทำสำเนาเพื่อเก็บรักษาข้อมูล หรือนำไปแจกจ่าย จึงควรคำนึงถึงความจุและความทนทานของสื่อบันทึกข้อมูล
 3. การสื่อสารและเผยแพร่ข้อมูล ข้อมูลต้องกระจายหรือส่งต่อไปยังผู้ใช้งานที่ห่างไกลได้ง่าย การสื่อสารข้อมูลจึงเป็นเรื่องสำคัญและมีบทบาทที่สำคัญยิ่งที่จะทำให้การส่งข่าวสารไปยังผู้ใช้ทำได้รวดเร็วและทันเวลา
4. การปรับปรุงข้อมูล ข้อมูลที่จัดเก็บไว้มีจุดประสงค์เพื่อการใช้งาน เช่น ในการตัดสินเพื่อดำเนินการ ดังนั้นข้อมูลจึงต้องมีการปรับปรุง ให้ทันสมัยอยู่ตลอดเวลา และจัดเก็บอย่างเป็นระบบเพื่อการค้นหาได้อย่างรวดเร็ว
 2. การทำสำเนาข้อมูล การทำสำเนาเพื่อเก็บรักษาข้อมูล หรือนำไปแจกจ่าย จึงควรคำนึงถึงความจุและความทนทานของสื่อบันทึกข้อมูล 3. การสื่อสารและเผยแพร่ข้อมูล ข้อมูลต้องกระจายหรือส่งต่อไปยังผู้ใช้งานที่ห่างไกลได้ง่าย การสื่อสารข้อมูลจึงเป็นเรื่องสำคัญและมีบทบาทที่สำคัญยิ่งที่จะทำให้การส่งข่าวสารไปยังผู้ใช้ทำได้รวดเร็วและทันเวลา4. การปรับปรุงข้อมูล ข้อมูลที่จัดเก็บไว้มีจุดประสงค์เพื่อการใช้งาน เช่น ในการตัดสินเพื่อดำเนินการ ดังนั้นข้อมูลจึงต้องมีการปรับปรุง ให้ทันสมัยอยู่ตลอดเวลา และจัดเก็บอย่างเป็นระบบเพื่อการค้นหาได้อย่างรวดเร็ว            เก็บไว้เพื่อ ไม่ให้เกิดการสูญหายหรือชำรุดและมีการสำรองไว้

5) การเผยแพร่สารสนเทศมีวัตถุประสงค์อย่างไร และต้องคำนึงถึงอะไรบ้างตอบ    วัตถุประสงค์ คือ เพื่อให้เกิดประสิทธิผลและประสิทธิภาพในการเผยแพร่และต้องคำนึงถึง กลุ่มคนที่เราต้องการให้รับรู้และให้ได้ประโยชน์
6) จากประสบการณ์ที่ผ่านมา เมื่อนักเรียนพบปัญหา ตามปกตินักเรียนจะหาคำตอบให้แก้ปัญหานั้นด้วยวิธีใดบ้าง จงบอกมา 3 วิธี พร้อมทั้งบอกว่าแต่ละวิธีมีข้อดีข้อเสียอย่างไรตอบ    ปัญหา คือ แม่เรียกไปรับประทานขณะทำงาน            วิธีที่ 1 ไปรับประทานอาหาร ข้อดี แม่ไม่ต้องรอ ข้อเสีย เสียเวลาทำงาน            วิธีที่ 2 ยังไม่ไปรับประทานอาหาร ข้อดี ไม่เสียเวลาทำงาน ข้อเสีย แม่รอรับประทานอทหาร            วิธีที่ 3 นำมารับประทานพร้อมกับทำงาน ข้อดี แม่ไม่ต้องรอ ข้อเสีย เสียสมาธิเพราะต้องทำ 2 อย่างเวลาเดียวกัน7) ปัญหาง่ายๆในชีวิตประจำวัน จำเป็นต้องใช้วิธีการแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบหรือไม่ เพราะเหตุใดตอบ เป็นระบบ เพราะ การทำงานเป็นระบบทำให้งานสำเร็จง่ายขึ้น
8) การแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบมีขั้นตอนและวิธีการอย่างไร จงอธิบาย และมีประโยชน์อย่างไรตอบ    ขั้นตอนที่ 1 วิเคราะห์ปัญหาเพื่อหาประเด็นสำคัญของปัญหา            ขั้นตอนที่ 2 หาแนวทางการแก้ปัญหา
            ขั้นตอนที่ 3 กำหนดรายละเอียดในการแก้ปัญหา            ขั้นตอนที่ พิจารณารายระเอียดว่าเหมาะสมหรือไม่ขั้นตอนที่ 5 พิจารณามาตรการแก้ปัญหาว่าเพียงพอหรือไม่ ถ้าไม่เพียงพอให้กลับไปขั้นตอนที่ 1
ประโยชน์ คือทำให้งานสำเร็จง่ายขึ้น

9) จงยกตัวอย่างการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศช่วยในการแก้ปัญหาที่นักเรียนได้พบเห็นมาโดยเล่าเรื่องราวพอสังเขปและวิจารณ์ว่าเป็นการแก้ปัญหาที่เหมาะสมหรือไม่ เพราะเหตุใดตอบ   การเก็บงานที่สำคัญโดยบันทึกไว้หลายๆที่เพื่อป้องกันงานถูกทำลาย เป็นวิธีที่เหมาะสมเพราะถ้าไฟล์งานอันใดอันหนึ่งเสีย ก็ยังมีงานที่บันทึกไว้ที่อื่นอยู่

วันศุกร์ที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556


พัฒนาการวัยรุ่น
Adolescent Development
นพ.  พนม  เกตุมาน

            วัยรุ่นเป็นวัยที่มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นหลายด้าน  ทำให้ต้องมีการปรับตัวหลายด้านพร้อมๆกัน  จึงเป็นวัยที่จะเกิดปัญหาได้มาก  การปรับตัวได้สำเร็จจะช่วยให้วัยรุ่นพัฒนาตนเองเกิดบุคลิกภาพที่ดี  ซึ่งจะเป็นพื้นฐานสำคัญของการดำเนินชีวิตต่อไป  การเรียนรู้พัฒนาการวัยรุ่นจึงมีประโยชน์ทั้งต่อการส่งเสริมให้วัยรุ่นเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีสุขภาพดีทั้งทางร่างกายจิตใจสังคม  และช่วยป้องกันปัญหาต่างๆในวัยรุ่น  เช่น ปัญหาทางเพศ  หรือปัญหาการใช้สารเสพติด 

พัฒนาการของวัยรุ่น
            วัยรุ่น จะเกิดขึ้นเมื่อเด็กย่างอายุประมาณ  12-13 ปี  เพศหญิงจะเข้าสู่วัยรุ่นเร็วกว่าเพศชายประมาณ 2 ปี และจะเกิดการพัฒนาไปจนถึงอายุประมาณ  18 ปี จึงจะเข้าสู่วัยผู้ใหญ่  โดยจะเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างมากในพัฒนาการด้านต่างๆ  ดังนี้
1.พัฒนาการทางร่างกาย ( Physical Development ) ประกอบด้วยการเปลี่ยนแปลงทางร่างกายทั่วไป  และการเปลี่ยนแปลงทางเพศ   เนื่องจากวัยนี้ มีการสร้างและหลั่งฮอร์โมนเพศ(sex  hormones)  และฮอร์โมนของการเจริญเติบโต(growth hormone)อย่างมากและรวดเร็ว 
    การเปลี่ยนแปลงทางร่างกาย (physical  changes)   ร่างกายจะเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว แขนขาจะยาวขึ้นก่อนจะเห็นการเปลี่ยนแปลงอื่นประมาณ 2 ปี เพศหญิงจะไขมันมากกว่าชายที่มีกล้ามเนื้อมากกว่า  ทำให้เพศชายแข็งแรงกว่า
    การเปลี่ยนแปลงทางเพศ(sexual  changes)  สิ่งที่เห็นได้ชัดเจน  คือวัยรุ่นชายจะเป็นหนุ่มขึ้น  นมขึ้นพาน(หัวนมโตขึ้นเล็กน้อย  กดเจ็บ)  เสียงแตก  หนวดเคราขึ้น  และเริ่มมีฝันเปียก ( nocturnal ejaculation - การหลั่งน้ำอสุจิในขณะหลับและฝันเกี่ยวกับเรื่องทางเพศ)  การเกิดฝันเปียกครั้งแรกเป็นสัญญานของการเข้าสู่วัยรุ่นของเพศชาย  ส่วนวัยรุ่นหญิงจะเป็นสาวขึ้น  คือ เต้านมมีขนาดโตขึ้น  ไขมันที่เพิ่มขึ้นจะทำให้รูปร่างมีทรวดทรง  สะโพกผายออก  และเริ่มมีประจำเดือนครั้งแรก menarche)  การมีประจำเดือนครั้งแรก เป็นสัญญานบอกการเข้าสู่วัยรุ่นในหญิง
   ทั้งสองเพศจะมีการเปลี่ยนแปลงของอวัยวะเพศ  ซึ่งจะมีขนาดโตขึ้น และเปลี่ยนเป็นแบบผู้ใหญ่  มีขนขึ้นบริเวณอวัยวะเพศ  มีกลิ่นตัว  มีสิวขึ้น 
2. พัฒนาการทางจิตใจ  (Psychological Development)
สติปัญญา(Intellectual Development)  วัยนี้สติปัญญาจะพัฒนาสูงขึ้น  จนมีความคิดเป็นแบบรูปธรรม (Jean Piaget  ใช้คำอธิบายว่า  Formal Operation  ซึ่งมีความหมายถึงความสามารถเรียนรู้  เข้าใจเหตุการณ์ต่างๆ  ได้ลึกซึ้งขึ้นแบบ abstract thinking)  มีความสามารถในการคิด  วิเคราะห์  และสังเคราะห์  สิ่งต่างๆได้มากขึ้นตามลำดับจนเมื่อพ้นวัยรุ่นแล้ว  จะมีความสามารถทางสติปัญญาได้เหมือนผู้ใหญ่  แต่ในช่วงระหว่างวัยรุ่นนี้  ยังอาจขาดความยั้งคิด  มีความหุนหันพลันแล่น  ขาดการไตร่ตรองให้รอบคอบ
ความคิดเกี่ยวกับตนเอง (Self Awareness)  วัยนี้จะเริ่มมีความสามารถในการรับรู้ตนเอง ด้านต่างๆ   ดังนี้
เอกลักษณ์ (identity) วัยรุ่นจะเริ่มแสดงออกถึงสิ่งตนเองชอบ  สิ่งที่ตนเองถนัด  ซึ่งจะแสดงถึงความเป็นตัวตนของเขาที่โดดเด่น  ได้แก่  วิชาที่เขาชอบเรียน  กีฬาที่ชอบเล่น  งานอดิเรก  การใช้เวลาว่างให้เกิดความเพลิดเพลิน   กลุ่มเพื่อนที่ชอบและสนิทสนมด้วย  โดยเขาจะเลือกคบคนที่มีส่วนคล้ายคลึงกัน  หรือเข้ากันได้   และจะเกิดการเรียนรู้และถ่ายทอดแบบอย่างจากกลุ่มเพื่อนนี้เอง  ทั้งแนวคิด  ค่านิยม  ระบบจริยธรรม  การแสดงออกและการแก้ปัญหาในชีวิต  จนสิ่งเหล่านี้กลายเป็นเอกลักษณ์ของตน  และกลายเป็นบุคลิกภาพนั่นเอง   สิ่งที่แสดงถึงเอกลักษณ์ตนเองยังมีอีกหลายด้าน  ได้แก่  เอกลักษณ์ทางเพศ(sexual  identity  and sexual orientation)  แฟชั่น  ดารา  นักร้อง  การแต่งกาย    ทางความเชื่อในศาสนา  อาชีพ  คติประจำใจ  เป้าหมายในการดำเนินชีวิต   ( Erik Erikson  อธิบายว่าวัยรุ่นจะเกิดเอกลักษณ์ของตนในวัยนี้  ถ้าไม่เกิดจะมีความสับสนในตนเองIdentity  VS  Role confusion )
ภาพลักษณ์ของตนเอง (self  image)  คือการมองภาพของตนเอง  ในด้านต่างๆ  ได้แก่   หน้าตา  รูปร่าง  ความสวยความหล่อ  ความพิการ  ข้อดีข้อด้อยทางร่างกายของตนเอง  วัยรุ่นจะสนใจหรือ  ให้เวลาเกี่ยวกับรูปร่าง  ผิวพรรณมากกว่าวัยอื่นๆ  ถ้าตัวมีข้อด้อยกว่าคนอื่นก็จะเกิดความอับอาย  
การได้รับการยอมรับจากผู้อื่น (acceptance)  วัยนี้ต้องการการยอมรับจากกลุ่มเพื่อนอย่างมาก  การได้รับการยอมรับจะช่วยให้เกิดความรู้สึกมั่นคง  ปลอดภัย  เห็นคุณค่าของตนเอง  มั่นใจตนเอง  วัยนี้จึงมักอยากเด่นอยากดัง อยากให้มีคนรู้จักมากๆ     
ความภาคภูมิใจตนเอง (self esteem) เกิดจากการที่ตนเองเป็นที่ยอมรับของเพื่อนและคนอื่นๆได้  รู้สึกว่าตนเองมีคุณค่า  เป็นคนดีและมีประโยชน์แก่ผู้อื่นได้  ทำอะไรได้สำเร็จ
ความเป็นตัวของตัวเอง  (independent)  วัยนี้จะรักอิสระ  เสรีภาพ ไม่ค่อยชอบอยู่ในกฎเกณฑ์กติกาใดๆ  ชอบคิดเอง  ทำเอง  พึ่งตัวเอง  เชื่อความคิดตนเอง   มีปฏิกิริยาตอบโต้ผู้ใหญ่ที่บีบบังคับสูง    ความอยากรู้อยากเห็นอยากลองจะมีสูงสุดในวัยนี้  ทำให้อาจเกิดพฤติกรรมเสี่ยงได้ง่ายถ้าวัยรุ่นขาดการยั้งคิดที่ดี  การได้ทำอะไรด้วยตนเอง  และทำได้สำเร็จจะช่วยให้วัยรุ่นมีความมั่นใจในตนเอง (self  confidence)
การควบคุมตนเอง (self control) วัยนี้จะเรียนรู้ที่จะควบคุมความคิด  การรู้จักยั้งคิด การคิดให้เป็นระบบ  เพื่อให้สามารถใช้ความคิดได้อย่างมีประสิทธิภาพ  และ อยู่ร่วมกับผู้อื่นได้ 

อารมณ์ (mood)   อารมณ์จะปั่นป่วน  เปลี่ยนแปลงง่าย  หงุดหงิดง่าย  เครียดง่าย  โกรธง่าย   อาจเกิดอารมณ์ซึมเศร้าโดยไม่มีสาเหตุได้ง่าย  อารมณ์ที่ไม่ดีเหล่านี้อาจทำให้เกิดพฤติกรรมเกเร  ก้าวร้าว   มีผลต่อการเรียนและการดำเนินชีวิต  ในวัยรุ่นตอนต้น  การควบคุมอารมณ์ยังไม่ค่อยดีนัก  บางครั้งยังทำอะไรตามอารมณ์ตัวเองอยู่บ้าง  แต่จะค่อยๆดีขึ้นเมื่ออายุมากขึ้น  อารมณ์เพศวัยนี้จะมีมาก  ทำให้มีความสนใจเรื่องทางเพศ  หรือมีพฤติกรรมทางเพศ  เช่น  การสำเร็จความใคร่ด้วยตนเอง   ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องปกติในวัยนี้  แต่พฤติกรรมบางอย่างอาจเป็นปัญหา  เช่น  เบี่ยงเบนทางเพศ กามวิปริต หรือการมีเพศสัมพันธ์ในวัยรุ่น

จริยธรรม (moral development) วัยนี้จะมีความคิดเชิงอุดมคติสูง(idealism)  เพราะเขาจะแยกแยะความผิดชอบชั่วดีได้แล้ว  มีระบบมโนธรรมของตนเอง   ต้องการให้เกิดความถูกต้อง  ความชอบธรรมในสังคม  ชอบช่วยเหลือผู้อื่น   ต้องการเป็นคนดี  เป็นที่ชื่นชอบของคนอื่น    และจะรู้สึกอึดอัดคับข้องใจกับความไม่ถูกต้องในสังคม  หรือในบ้าน  แม้แต่พ่อแม่ของตนเองเขาก็เริ่มรู้สึกว่าไม่ได้ดีสมบูรณ์แบบเหมือนเมื่อก่อนอีกต่อไปแล้ว  บางครั้งเขาจะแสดงออก  วิพากษ์วิจารณ์พ่อแม่หรือ ครูอาจารย์ตรงๆอย่างรุนแรง  การต่อต้าน ประท้วงจึงเกิดได้บ่อยในวัยนี้เมื่อวัยรุ่นเห็นการกระทำที่ไม่ถูกต้อง  หรือมีการเอาเปรียบ เบียดเบียน  ความไม่เสมอภาคกัน   ในวัยรุ่นตอนต้นการควบคุมตนเองอาจยังไม่ดีนัก  แต่เมื่อพ้นวัยรุ่นนี้ไป  การควบคุมตนเองจะดีขึ้น  จนเป็นระบบจริยธรรมที่สมบูรณ์เหมือนผู้ใหญ่

3.พัฒนาการทางสังคม (Social Development)
วัยนี้จะเริ่มห่างจากทางบ้าน  ไม่ค่อยสนิทสนมคลุกคลีกับพ่อแม่พี่น้องเหมือนเดิม  แต่จะสนใจเพื่อนมากกว่า  จะใช้เวลากับเพื่อนนานๆ     มีกิจกรรมนอกบ้านมาก   ไม่อยากไปไหนกับทางบ้าน   เริ่มมีความสนใจเพศตรงข้าม  สนใจสังคมสิ่งแวดล้อม  ปรับตัวเองให้เข้ากับกฎเกณฑ์กติกาของกลุ่ม  ของสังคมได้ดีขึ้น   มีความสามารถในทักษะสังคม  การสื่อสารเจรจา  การแก้ปัญหา  การประนีประนอม  การยืดหยุ่นโอนอ่อนผ่อนตามกัน  และการทำงานร่วมกับผู้อื่น  พัฒนาการทางสังคมที่ดีจะเป็นพื้นฐานมนุษยสัมพันธ์ที่ดี  และบุคลิกภาพที่ดี  การเรียนรู้สังคมจะช่วยให้ตนเองหาแนวทางการดำเนินชีวิตที่เหมาะกับตนเอง  เลือกวิชาชีพที่เหมาะกับตน  และมีสังคมสิ่งแวดล้อมที่ดีต่อตนเองในอนาคตต่อไป
  เป้าหมายของการพัฒนาวัยรุ่น
1.   ร่างกายที่แข็งแรง  ปราศจากความบกพร่องทางกาย  มีความสมบูรณ์  มีภูมิต้านทานโรคและปราศจากภาวะเสี่ยงต่อปัญหาทางกายต่างๆ
2.   เอกลักษณ์แห่งตนเองดี
·       บุคลิกภาพดี  มีทักษะส่วนตัว  และทักษะสังคมดี
·       เอกลักษณ์ทางเพศเหมาะสม
·       การเรียนและอาชีพ ได้ตามศักยภาพของตน  ตามความชอบความถนัด และความเป็นไปได้  ทำให้มีความพอใจต่อตนเอง
·       การดำเนินชีวิต  สอดคล้องกับความชอบความถนัด  มีการผ่อนคลาย  กีฬา  งานอดิเรก  มีความสุขได้โดยไม่เบียดเบียนคนอื่น  มีการช่วยเหลือคนอื่นและสิ่งแวดล้อม
·       มีมโนธรรมดี  เป็นคนดี

3.   มีการบริหารตนเองได้ดี  สามารถบริหารจัดการตนเอง โดยไม่ต้องพึ่งพาผู้อื่น 
4.   มีความรับผิดชอบ   มีความรับผิดชอบทั้งต่อตนเอง  ต่อผู้อื่น  ต่อประเทศชาติ และต่อสิ่งแวดล้อมได้ดี
5.   มีมนุษยสัมพันธ์กับคนอื่นได้ดี 

ปัญหาพฤติกรรมในวัยรุ่น
            ปัญหาที่พบได้บ่อยในวัยรุ่น  มีดังนี้
ปัญหาความสัมพันธ์กับพ่อแม่  วัยนี้จะแสดงพฤติกรรมที่แสดงความเป็นตัวของตัวเองค่อนข้างมาก การพูดจาไม่ค่อยเรียบร้อย  อารมณ์แปรปรวนเปลี่ยนแปลงง่าย  ความรับผิดชอบขึ้นๆลงๆ  เอาแต่ใจตัวเอง  ทำให้พ่อแม่  ผู้ปกครอง  หรือครูอาจารย์หงุดหงิดไม่พอใจได้มากๆ  ถ้าใช้วิธีการจัดการไม่ถูกต้อง  เช่น  ใช้วิธีดุด่าว่ากล่าว  ตำหนิ  หรือลงโทษรุนแรง  จะเกิดปฏิกิริยาต่อต้าน  เป็นอารมณ์ต่อกัน  ไม่ได้ช่วยเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมวัยรุ่น
วิธีการจัดการกับปัญหาพฤติกรรมเหล่านี้  เริ่มต้นจากการทำความเข้าใจความต้องการของวัยรุ่น  มีการตอบสนองโดยประนีประนอมยืดหยุ่น  แต่ก็ยังคงมีขอบเขตพอสมควร  พยายามจูงใจให้ร่วมมือมากกว่าการบังคับกันตรงๆหรือรุนแรง  สร้างความสัมพันธ์ที่ดีไว้ก่อน  อย่าหงุดหงิดกับพฤติกรรมเล็กๆน้อยๆ

ปัญหาการใช้สารเสพติด (substance use disorders) ตามธรรมชาติของวัยรุ่นจะมีความอยากรู้อยากเห็นอยากลองมาก  ถ้าขาดการยับยั้งชั่งใจด้วย  การที่อยู่ในกลุ่มที่ใช้สารเสพติด  หรือเพื่อนใช้สารเสพติด  จะมีการชักชวนให้ใช้ร่วมกัน  บางคนไม่กล้าปฏิเสธเพื่อน  บางคนใช้เพื่อให้เหมือนเพื่อนๆ  เมื่อลองแล้วเกิดความพอใจก็จะติดได้ง่าย 

ปัญหาทางเพศ(Sexual Problems)
พฤติกรรมรักร่วมเพศ (homosexualism) เป็นพฤติกรรมที่จะทำให้เกิดปํญหาตามมาได้มาก  คนที่เป็นรักร่วมเพศมักจะเจอปัญหาในการดำเนินชีวิตได้มากกว่าคนทั่วไป  ในบางสังคมมีการต่อต้านพฤติกรรมรักร่วมเพศ  มีการรังเกียจ  ล้อเลียน  ไม่ยอมรับ  บางประเทศมีกฎหมายลงโทษการมีเพศสัมพันธ์ระหว่างเพศเดียวกันเอง
รักร่วมเพศ  คือพฤติกรรมที่พึงพอใจทางเพศกับเพศเดียวกัน  อาจมีการแสดงออกภายนอกให้เห็นชัดเจนหรือไม่ก็ได้ 
การรักษาผู้ที่เป็นรักร่วมเพศ  มักไม่ได้ผล  เนื่องจากผู้ที่เป็นรักร่วมเพศมักจะพอใจในลักษณะแบบนี้อยู่แล้ว  การช่วยเหลือทำได้โดยการให้คำปรึกษาผู้ที่เป็นพ่อแม่  และผู้ป่วย  เพื่อให้ปรับตัวได้   ไม่รังเกียจลูกที่เป็นแบบนี้  และผู้ป่วยแสดงออกเหมาะสม  ไม่มากเกินไปจนมีการรังเกียจต่อต้านจากคนใกล้ชิด
การป้องกันภาวะรักร่วมเพศ   ทำได้โดยการส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างพ่อแม่เพศเดียวกับเด็ก  เพื่อให้มีการถ่ายทอดแบบอย่างทางเพศจากพ่อหรือแม่เพศเดียวกับเด็ก

การสำเร็จความใคร่ด้วยตนเอง (masturbation) ในวัยรุ่นการสำเร็จความใคร่ด้วยตนเองเป็นพฤติกรรมปกติ  ไม่มีอันตราย  ไม่มีผลเสียต่อร่างกายหรือจิตใจ  การทำไม่ควรหมกมุ่นมากจนเป็นปัญหาต่อการใช้เวลาที่ควรทำ  หรือทำให้ขาดกิจกรรมที่เป็นประโยชน์อื่นๆ

การมีเพศสัมพันธ์ในวัยรุ่น (sexual relationship)  มักเกิดจากวัยรุ่นที่ขาดการยับยั้งชั่งใจ  หรือมีปัญหาทางอารมณ์  และใช้เพศสัมพันธ์เป็นการทดแทน  เพศสัมพันธ์ในวัยรุ่นมักไม่ได้ยั้งคิดให้รอบคอบ  ขาดการไตร่ตรอง  ทำตามอารมณ์เพศ  หรืออยู่ภายใต้ฤทธิ์ของสารเสพติด  ทำให้เกิดปัญหาการติดโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์    การตั้งครรภ์   การทำแท้ง  การเลี้ยงลูกที่ไม่ถูกต้อง  ปัญหาครอบครัว  และกลายเป็นปัญหาสังคมในที่สุด

ปัญหาบุคลิกภาพ (personality problems)  วัยรุ่นจะเป็นวัยที่มีพัฒนาการของบุคลิกภาพอย่างชัดเจน  ทั้งนิสัยใจคอ  การคิด  การกระทำ  จะเป็นรูปแบบที่สม่ำเสมอ  จนสามารถคาดการณ์ได้ว่าในเหตุการณ์แบบนี้  เขาจะแสดงออกอย่างไร  ถ้าการเรียนรู้ที่ผ่านมาดี  วัยรุ่นจะมีบุคลิกภาพดีด้วย  แต่ในทางตรงข้าม  ถ้ามีปัญหาในชีวิต  หรือเรียนรู้แบบผิดๆ  จะกลายเป็นบุคลิกภาพที่เป็นปัญหา  ปรับตัวเข้ากับคนอื่นได้น้อย  เอาตัวเองเป็นศูนย์กลาง  และจะติดตัวไปตลอดชีวิต   ถ้าเป็นปัญหามากๆเรียกว่าบุคลิกภาพผิดปกติ(personality disorders)

ความประพฤติผิดปกติ  (conduct disorder)  คือ โรคที่มีปัญหาพฤติกรรมกลุ่มที่ทำให้ผู้อื่นเดือดร้อน  โดยตนเองพอใจ  ได้แก่  การละเมิดสิทธิผู้อื่น  การขโมย  ฉ้อโกง ตีชิงวิ่งราว   ทำร้ายผู้อื่น  ทำลายข้าวของ  เกเร  หรือละเมิดกฎเกณฑ์ของหมู่คณะหรือสังคม   การหนีเรียน  ไม่กลับบ้าน  หนีเที่ยว  โกหก  หลอกลวง  ล่วงเกินทางเพศ  การใช้สารเสพติด  อาการดังกล่าวนี้มักจะเกิดขึ้นต่อเนื่องมานานพอสมควร  สัมพันธ์กันปัญหาในครอบครัว   การเลี้ยงดู  ปัญหาอารมณ์ 
            การรักษาควรรีบทำทันที  เพราะการปล่อยไว้นาน  จะยิ่งเรื้อรังรักษายาก  และกลายเป็นบุคลิกภาพแบบอันธพาล (antisocial personality disorder)

การป้องกันปัญหาวัยรุ่น
1.   การเลี้ยงดูอย่างถูกต้อง  ให้ความรักความอบอุ่น
2.   การฝึกให้รู้จักระเบียบวินัย  การควบคุมตัวเอง
3.   การฝึกทักษะชีวิต  ให้แก้ไขปัญหาได้ถูกต้อง  มีทักษะในการปฏิเสธสิ่งที่ไม่ถูกต้อง
4.   การสอนให้เด็กรู้จักคบเพื่อน  ทักษะสังคมดี
5.   การฝึกให้เด็กมีเอกลักษณ์เป็นของตนเอง
ที่มา: http://www.psyclin.co.th/new_page_56.htm

สาเหตุของการเกิดสิว
ต่อมขุมขนยังไม่ทราบสาเหตุของการเกิดสิวอย่างแน่ชัดแต่เชื่อว่า การเปลี่ยนแปลงระดับฮอร์โมนในร่างกายจะมีผลต่อการเกิดสิว นอกจากนั้นยังมีปัจจัยอย่างอื่นที่มีผลต่อการเกิดสิว เช่นกรรมพันธื อารมณ์ อาหาร อากาศ ยา

การเกิดสิว

ต่อมขุมขนของคนเราประกอบไปด้วยส่วนต่างๆได้แก่
  • ต่อมไขมันหรือ Sebaceous gland
  • รากขนหรือ Follicle
  • ไขมันหรือ Sebum
  • และมีรูเปิดหรือเรียกว่า pore สู่ผิวหนัง
การเกิดสิวเกิดจากต่อมไขมันผลิตไขมันมาก และมีการอุดกลั้นทางเดินของไขมัน ทำให้สิวซึ่งอาจจะเป็นสิวหัวขาว หรือหัวดำก็ได้ หากมีการติดเชื้อแบคทีเรียจะทำให้เกิดการอักเสบของสิว เช่นเป็นหนอง

ปัจจัยที่ทำให้เกิดสิวได้แก่

  • ฮอร์โมน ร่างกายสร้างฮอร์โมน Androgen ทำให้มีการสร้างไขมันเพิ่ม โดยมากฮอร์โมนจะเริ่มสร้างเมื่ออายุ 11-14 ปีดังนั้นจึงพบสิวมากในวัยนี้และอาจจะอยู่ได้นานหลายปี
  • การผลิตไขมันมากขึ้นและร่วมกับเซลล์ผิวหนัง และเชื้อแบทีเรียทำให้เกิดการอุดตันจนเกิดสิว
  • มีการเปลี่ยนแปลงของรากผม รากผมเจริญเร็วเซลล์มีการแบ่งตัวเร็ว และมีเซลล์ที่ตายมาก จึงเกิดการอุดตันของต่อมไขมัน
  • แบททีเรียโดยเฉพาะชื่อ Propionibacterium acne จะทำให้เกิดการอักเสบของสิว
  • กรรมพันธ์
  • การทำงานของต่อมไขมัน หากที่ใดที่มันและร่วมกับการดูแลรักษาความสะอาดไม่ทั่วถึงก็ทำให้เกิดสิว
  • อาหารโดยทั่วไปไม่มีผลต่อการเกิดสิว แต่ก็มีความเชื่อกันว่าการรับประทานอาหารที่มัน หรือหวานจะเกิดสิวได้ง่าย
  • อากาศ ขึ้นกับแต่ละคนบางคนเป็นมากในฤดูหนาว บางคนฤดูร้อน
  • อารมณ์ คนที่อารมณ์ดีจะเกิดสิวน้อยกว่าคนที่อารมณ์เสีย
  • การใช้เครื่องสำอางค์เป็นปัจจัยที่สำคัญในการเกิดสิว การเลือกสบู่ที่เหมาะกับสภาพผิวหนัง คนที่มีแห้งควรจะใช้สบู่ที่เป็นด่างอ่อน คนที่ผิวมันก็อาจจะใช้สบู่ที่มีความเป็นด่างมากขึ้นได้ หรืออาจจะใช้สบู่ที่มีด่างอ่อนแต่ล้างหน้าบ่อยขึ้น
  • ครีมบำรุงผิวก็ต้องเลือกใหถูกกับผิวหน้า คนที่ผิวแห้งไม่ควรใช้เครื่องสำอางที่มีแอลกอฮอร์เป็นส่วนประกอบ คนที่ผิวมันก็หลีกเลี่ยงเครื่องสำอางที่มีไขมันสูง
  • การระคายผิว เช่นการล้างหน้าที่มีการถูมาก หรือการบีบสิว
  • ยาบางชนิดทำให้เกิดสิวเพิ่มขึ้น เช่น INH Iodides Bromide Steroid Testosterone Gonadotropine Anabolic steroid ยาคุมกำเนิด
ตำแหน่งที่เกิดสิว
1
ตำแหน่งที่เกิดสิวได้แก่บริเวณที่ไขมันมากได้แก่ หน้า ไหล่ หลัง อก

http://www.siamhealth.net/public_html/Health/Photo_teaching/acne_cause.html#.UQvv37_ZYQ0

อาหารประเภทไหนที่ช่วยไม่ให้เกิดสิว

สวัสดีค่ะ…ปัญหาเรื่องสิวคงจะเป็นปัญหาที่รบกวนใจเพื่อนๆมากๆเลยใช่ไหมค่ะ เพื่อนๆ ที่เป็นสิวคงมีวิธีการรักษาสิวกันอย่างถูกวิธีนะคะ จากที่ได้เคยแนะนำไปเกี่ยวกับการใช้ครีมรักษาสิวที่เป็นชนิดทา และชนิดรับประทาน เพื่อนๆ คงจะทราบวิธีการใช้ยาแต่ละประเภทอย่างถูกต้องแล้ว สำหรับเพื่อนๆที่ตามไม่ทัน ติดตามอ่านบทความกันย้อนหลังได้ค่ะ…
การเกิดสิวมีสาเหตุอยู่หลายประการ เรื่องการรับประทานอาหารก็เป็นสาเหตุของการเกิดสิวได้เช่นกัน จากที่ได้เคยนำเสนอเกี่ยวกับอาหารที่กระตุ้นในเกิดสิวไปแล้ว วันนี้จะพาเพื่อนๆมารู้จักอาหารอีกกลุ่มหนึ่งที่มีประโยชน์ ไม่เพียงทำให้ร่างกายแข็งแรงอย่างเดียวเท่านั้น แต่ยังช่วยในการป้องกันสิวได้ด้วยค่ะ เริ่มจากสารอาหารที่ป้องกันสิวได้ ได้แก่ วิตามินเอ, วิตามินบี, วิตามินซี ,วิตามินดี และ วิตามินอี ส่วนแร่ธาตุ ได้แก่ แคลเซียม ,โพแทสเซียม ,โครเมียม และ สังกะสี
การรับประทานอาหารที่ทำให้ได้สารอาหารเหล่านี้ จะช่วยในการป้องกันสิวได้ ซึ่งจะต้องกิน อาหาร ให้ครบ 5 หมู่ นั่นเอง เน้นการกินพืชผักผลไม้เป็นประจำเพื่อให้ได้วิตามินเอ และวิตามินซี รวมทั้งแคลเซียม ส่วนข้าวกล้องถ้ากินเป็นประจำก็จะได้วิตามินบี วิตามินซี สังกะสี และใยอาหารป้องกันท้องผูกได้
ปัญหาสิวในบางคนเกิดจากการขาดแร่ธาตุสังกะสี และแร่ธาตุสังกะสีสามารถป้องกันสิวได้ นอกจากนี้ยังพบว่าสังกะสีเป็นสารจำเป็นต่อการทำงานของต่อมไขมันและสามารถยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรียได้อีกด้วย อาหารที่มีสังกะสีสูง ได้แก่ ข้าวกล้อง ,ถั่วเหลือง ,อาหารทะเล ,เนื้อสัตว์ไม่ติดมัน ,เครื่องในสัตว์ เป็นต้น และหลีกเลี่ยงการกินอาหารที่มีไขมันสูง และอาหารหวานจัด
การป้องกันไม่ให้เกิดสิว นอกจากจะเลือกรับประทานอาหารมีสารอาหารครบถ้วนแล้ว ต้องอย่าลืมที่จะดูแลรักษาผิวหน้าให้สะอาดอยู่เสมอ ที่สำคัญต้องพักผ่อนให้เพียงพอ ออกกำลังกายและเล่นกีฬาเป็นประจำ ทำจิตใจให้ร่าเริงหรือหลีกเลี่ยงความเครียด สิ่งเหล่านี้ต้องทำควบคู่ไปกับการรับประทานอาหารด้วยค่ะถึงจะได้ผลดี เป็นเรื่องง่ายๆ ที่เราปฏิบัติกันอยู่แล้ว เพียงแต่ต้องเพิ่มวินัยทำให้เป็นประจำ จึงจะได้ผล และทำให้เราไม่ต้องเสียเงินมากมายไปกับการซื้อครีมรักษาสิว ครีมบำรุงต่างๆ แถมยังช่วยให้มีสุขภาพร่างกายแข็งแรง ไม่มีโรคภัยไข้เจ็บตามมาอีกด้วยค่ะ
http://www.xn--12c9be9adwdpjb6eouhij9pog.com/%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%A0%E0%B8%97%E0%B9%84%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%8A%E0%B9%88%E0%B8%A7%E0%B8%A2%E0%B9%84.html

วันจันทร์ที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2555

โครงสร้างเครือข่ายคอมพิวเตอร์ (TOPOLOGY)


โครงสร้างเครือข่ายคอมพิวเตอร์ (TOPOLOGY)

โครงสร้างเครือข่ายคอมพิวเตอร์ (TOPOLOGY)
        การนำเครื่องคอมพิวเตอร์มาเชื่อมต่อกันเพื่อประโยชน์ของการสื่อสารนั้น สามารถกระทำได้หลายรูปแบบ ซึ่งแต่ละแบบก็มีจุดเด่นที่แตกต่างกันไป โดยทึ่วไปแล้วโครงสร้างของเครือข่ายคอมพิวเตอร์สามารถจำแนกตามลักษณะของการเชื่อมต่อดังต่อไปนี้

        1. 
โครงสร้างเครือข่ายคอมพิวเตอร์แบบบัส (bus topology)
        
โครงสร้างเครือข่ายคอมพิวเตอร์แบบบัส จะประกอบด้วย สายส่งข้อมูลหลัก ที่ใช้ส่งข้อมูลภายในเครือข่าย เครื่องคอมพิวเตอร์แต่ละเครื่อง จะเชื่อมต่อเข้ากับสายข้อมูลผ่านจุดเชื่อมต่อ เมื่อมีการส่งข้อมูลระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์หลายเครื่องพร้อมกัน จะมีสัญญาณข้อมูลส่งไปบนสายเคเบิ้ล และมีการแบ่งเวลาการใช้สายเคเบิ้ลแต่ละเครื่อง ข้อดีของการเชื่อมต่อแบบบัส คือ ใช้สื่อนำข้อมูลน้อย ช่วยให้ประหยัดค่าใช้จ่าย และถ้าเครื่องคอมพิวเตอร์เครื่องใดเครื่องหนึ่งเสียก็จะไม่ส่งผลต่อการทำงานของระบบโดยรวม แต่มีข้อเสียคือ การตรวจจุดที่มีปัญหา กระทำได้ค่อนข้างยาก และถ้ามีจำนวนเครื่องคอมพิวเตอร์ในเครือข่ายมากเกินไป จะมีการส่งข้อมูลชนกันมากจนเป็นปัญหา
http://www.sa.ac.th/elearning/IMAGE6/bus_topology.jpg
        2. โครงสร้างเครือข่ายคอมพิวเตอร์แบบวงแหวน (ring topology)
        
โครงสร้างเครือข่ายคอมพิวเตอร์แบบวงแหวน มีการเชื่อมต่อระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์โดยที่แต่ละการเชื่อมต่อจะมีลักษณะเป็นวงกลม การส่งข้อมูลภายในเครือข่ายนี้ก็จะเป็นวงกลมด้วยเช่นกัน ทิศทางการส่งข้อมูลจะเป็นทิศทางเดียวกันเสมอ จากเครื่องหนึ่งจนถึงปลายทาง ในกรณีที่มีเครื่องคอมพิวเตอร์เครื่องใดเครื่องหนึ่งขัดข้อง การส่งข้อมูลภายในเครือข่ายชนิดนี้จะไม่สามารถทำงานต่อไปได้ ข้อดีของโครงสร้าง เครือข่ายแบบวงแหวนคือ ใช้สายเคเบิ้ลน้อย และถ้าตัดเครื่องคอมพิวเตอร์ที่เสียออกจากระบบ ก็จะไม่ส่งผลต่อการทำงานของระบบเครือข่ายนี้ และจะไม่มีการชนกันของข้อมูลที่แต่ละเครื่องส่ง
http://www.sa.ac.th/elearning/IMAGE6/ring_topology.jpg
        3. โครงสร้างเครือข่ายคอมพิวเตอร์แบบดาว (star topology)
        
โครงสร้างเครือข่ายคอมพิวเตอร์แบบดาว ภายในเครือข่ายคอมพิวเตอร์จะต้องมีจุกศูนย์กลางในการควบคุมการเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์ หรือ ฮับ (hub) การสื่อสารระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์ต่างๆ จะสื่อสารผ่านฮับก่อนที่จะส่งข้อมูลไปสู่เครื่องคอมพิวเตอร์เครื่องอื่นๆ โครงสร้างเครือข่ายคอมพิวเตอร์ แบบดาวมีข้อดี คือ ถ้าต้องการเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์เครื่องใหม่ก็สามารถทำได้ง่ายและไม่กระทบต่อเครื่องคอมพิวเตอร์อื่นๆ ในระบบ ส่วนข้อเสีย คือ ค่าใช้จ่ายในการใช้สายเคเบิ้ลจะค่อนข้างสูง และเมื่อฮับไม่ทำงาน การสื่อสารของคอมพิวเตอร์ทั้งระบบก็จะหยุดตามไปด้วย
http://www.sa.ac.th/elearning/IMAGE6/STAR.JPG