วันพุธที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

มารยาทในห้องสมุด


มารยาทในการใช้ห้องสมุด โรงเรียน
1. แต่งกายให้สุภาพเรียบร้อย
2. สำรวมและไม่ส่งเสียงดังในห้องสมุดเนื่องจากอาจรบกวนสมาชิกท่านอื่นได้
3. ห้ามนำอาหาร และเครื่องดื่มทุกชนิดเข้ามาในห้องสมุด
4. วางกระเป๋าหนังสือหรือสัมภาระต่าง ๆ ไว้ที่ล็อคเกอร์ที่ทางห้องสมุดจัดเตรียมไว้
5. เมื่อลุกจากเก้าอี้ควรเลื่อนเก้าอี้เก็บเข้าที่ให้เรียบร้อย
6. เมื่ออ่านหนังสือเสร็จแล้วให้นักเรียนวางหนังสือเหล่านั้น ไว้ในที่พักหนังสือที่ทางห้องสมุดจัดเตรียมไว้
7. รักษามารยาทการมาก่อน-หลังในการให้บริการยืมคืนหนังสือ
8.ไม่ฉีก ขีดเขียนหรือทำเครื่องหมายใด ๆ ลงในหนังสือห้องสมุด
9. ไม่นำหนังสือ วารสารหรือหนังสือพิมพ์ออกจากห้องสมุดโดยไม่ได้รับอนุญาต
10. ไม่กระทำการใด ๆ อันเป็นการทำลายทรัพย์สมบัติของห้องสมุด
11. เมื่อมีปัญหาในการใช้ห้องสมุด สามารถสอบถามได้ที่คุณครูบรรณารักษ์
ระเบียบห้องสมุดโรงเรียน

หมายถึง กฎ ข้อบังคับหรือข้อตกลงที่กำหนดขึ้นเพื่อให้ผู้ใช้บริการปฏิบัติ เพื่อความปลอดภัยของทรัพยากรห้องสมุด ป้องกันการชำรุด สูญหายรวมทั้งช่วยให้ผู้ใช้ห้องสมุดปฏิบัติอย่าง เป็นไปในทิศทางเดียวกันโดยสม่ำเสมอ
ระเบียบห้องสมุดโรงเรียน
หมายถึง กฎ ข้อบังคับหรือข้อตกลงที่กำหนดขึ้นเพื่อให้ผู้ใช้บริการปฏิบัติ เพื่อความปลอดภัยของทรัพยากรห้องสมุด ป้องกันการชำรุด สูญหายรวมทั้งช่วยให้ผู้ใช้ห้องสมุดปฏิบัติ อย่างเป็นไปในทิศทางเดียวกันโดยสม่ำเสมอ
ระเบียบของห้องสมุดโรงเรียน
 1. สมาชิกของห้องสมุดโรงเรียนวารีเชียงใหม่ ประกอบไปด้วย นักเรียน คณะครูอาจารย์โรงเรียนวารีเชียงใหม่
2. เวลาเปิด-ปิดห้องสมุด
 ช่วงเปิดภาคเรียน 07.40 – 17.00 น.
 ช่วงซัมเมอร์ (เดือนเมษายน) 08.00 – 16.30 น.
3. สมาชิกห้องสมุดสามารถยืมหนังสือได้ ดังนี้
 คณะครูอาจารย์ 50 เล่ม/ ภาคการศึกษา
 นักเรียนมัธยมศึกษา 5 เล่ม/ สัปดาห์
 นักเรียนประถมศึกษา 3 เล่ม/ สัปดาห์



วิธียืม - คืนหนังสือ
 
 สมาชิกเข้าแถวตามลำดับการมาก่อน-หลัง
 ยื่นบัตรห้องสมุด (บัตรนักเรียน) หรือบอกเลขที่สมาชิกกับทางบรรณารักษ์
  หมายเหตุ สมาชิกสามารถยืมหนังสือได้ทุกประเภท ยกเว้น หนังสืออ้างอิง
 วิธีคืนหนังสือ ให้นักเรียนนำหนังสือที่ต้องการคืนมาให้แก่ทางบรรณารักษ์

วันอังคารที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

เรื่องวัคซีนแมว (Cat Magazine)


เรื่องวัคซีนแมว (Cat Magazine)



เรื่องวัคซีนแมว (Cat Magazine)
เรื่อง : สพ.ญ.ประพาฬรัตน์ ศุกสิทธิจันทร์ 

          ผู้เลี้ยงแมวทั้งหลายคงทราบกันดีอยู่แล้ว ว่าการดูแลสุขภาพที่ดีที่สุดของแมวคือ การทำวัคซีนป้องกันโรค เพราะเป็นการป้องกันน้องเหมียวจากโรคติดเชื้อร้ายแรง วันนี้เราจะมาคุยกันถึงเรื่องการกำวัคซีนว่าควรทำวัคซีนอะไรบ้าง และโปรแกรมวัคซีนอัพเดทล่าสุดที่ทางชมรมสัตวแพทย์ผู้บำบัดโรคแมวแห่งประเทศไทยได้จัดทำขึ้น โดยปรับให้เหมาะสมสำหรับบ้านเราค่ะ

          ก่อนอื่นขออธิบายกลุ่มของวัคซีนในแมวก่อนนะคะ แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คือ

           1. Feline core vaccinations หรือ กลุ่มวัคซีนที่ควรทำ ได้แก่

           วัคซีนไข้หัดและหวัดติดต่อในแมว Feline Herpes virus, Feline Calicivirus and Feline Panleukopenia Virus Vaccines (FPV + Cat Flu) ควรเริ่มทำเข็มแรกที่อายุ 2 เดือน กระตุ้นซ้ำเข็มที่ 2 อีก 1 เดือนหลังจากทำเข็มแรก จากนั้นอีก 1 เดือนกระตุ้นซ้ำเข็มที่ 3 เมื่อครบ 3 เข็ม แล้วกระตุ้นซ้ำปีละครั้ง

           วัคซีนพิษสุนัขบ้า Feline Rabies Virus Vaccine (RV) ควรเริ่มทำที่อายุ 2-3 เดือน และกระตุ้นซ้ำปีละครั้ง

           วัคซีนลิวคีเมีย Feline Leukemia Vaccine (FeLV) ปัจจุบันได้ถูกจัดเข้าไปรวมอยู่ในกลุ่มวัคซีนหลักแล้วเนื่องจากเป็นโรคติดเชื้อที่สำคัญ มีผลต่อร่างกายทุกระบบ ทำให้เกิดโรคมะเร็งในแมวและทำให้มีอัตราการเสียชีวิตที่สูง ควรเริ่มทำเข็มแรกที่อายุ 10 สัปดาห์ และกระตุ้นซ้ำเข็มที่ 2 อีก 1 เดือนหลังจากทำเข็มแรก แล้วกระตุ้นซ้ำทุกปี และควรมีการตรวจเชื้อไวรัสก่อนที่จะเริ่มทำวัคซีนเข็มแรก สามารถเริ่มทำวัคซีนเข็มแรกได้เมื่อตรวจไม่พบการติดเชื้อไวรัสลิวคีเมีย




           2. Feline optional vaccinations หรือ วัคซีนทางเลือก (จะทำหรือไม่ทำขึ้นอยู่กับความเสี่ยงในการติดเชื้อ ได้แก่

           วัคซีนเยื่อบุช่องท้องอักเสบ Feline Infectious Peritonitis Vaccine (FIP) เริ่มทำเข็มแรกที่อายุ 4 เดือน แนะนำให้ทำในแมวกลุ่มเสี่ยง

           วัคซีนโรคภูมิคุ้มกันบกพร่องในแมว Feline Immunodeficiency Virus Vaccine (FIV) เริ่มทำเข็มแรกที่อายุ 2 เดือนโดยต้องตรวจไม่พบการสัมผัสเชื้อ (ไม่พบแอนติบอดี) แนะนำให้ทำในแมวกลุ่มเสี่ยง

          การทำวัคซีน 2 ชนิดนี้ ขึ้นอยู่กับความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ เช่น ได้แมวมาจากแหล่งเสี่ยงต่อการติดโรค ลักษณะการเลี้ยงแมวที่เสี่ยงต่อการติดโรค และพฤติกรรมแมวที่เสี่ยงต่อการติดโรค




วัคซีนหลัก


โรค 
ปีแรก 
Booster

เข็มแรก
เข็มที่ 2
เข็มที่ 3

โรคไข้หัดและหวัดติดต่อในแมว
8-9 สัปดาห์
12 สัปดาห์
16 สัปดาห์
ทุกปี ปีละ 1เข็ม
โรคพิษสุนัขบ้า
8-12สัปดาห์
-
-
ทุกปี ปีละ 1เข็ม
โรคไวรัสลิวคีเมีย
10 สัปดาห์
14 สัปดาห์
-
ทุกปี ปีละ 1เข็ม




วัคซีนกลุ่มเสี่ยง


โรค 
เข็มแรก 
หมายเหตุ 
โรคไวรัสภูมิคุ้มกันบกพร่อง
8 สัปดาห์
สัตวแพทย์พิจารณาตามความเหมาะสมให้เฉพาะในแมวกลุ่มเสี่ยง
โรคเยื่อบุช่องท้องอักเสบ
16 สัปดาห์



          การวัคซีนเป็นประจำทุกปีเป็นการป้องกันน้องเหมียวจากโรคติดเชื้อซึ่งทำได้ง่ายกว่าการรักษาแน่นอน อีกทั้งทำให้มีโอกาสได้ตรวจพบความผิดปกติตั้งแต่เนิ่น ๆ จากสัตวแพทย์ ทำให้ไม่ต้องเสียเงินจำนวนมากในการรักษาโรค และไม่ต้องเสียน้องเหมียวที่เรารักไป กันไว้ดีกว่าแก้จริงไหมคะ

วันจันทร์ที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

อาชีพที่ได้เงินเดือนสูงสุดและต่ำสุดของนักศึกษาจบใหม่



อาชีพที่ได้เงินเดือนสูงสุดและต่ำสุดของนักศึกษาจบใหม่




       สถิติ อาชีพที่ได้เงินเดือนสูงสุดและต่ำสุดของนักศึกษาจบใหม่ จากข้อมูลของ สำนักงานสถิติแห่งชาติ ได้เปิดเผยข้อมูล 4 อาชีพที่ได้เงินเดือนสูงสุด และ 5 อาชีพที่ได้เงินเดือนต่ำสุด ของ นักศึกษาจบใหม่

อาชีพที่ได้เงินเดือนสูงสุดและต่ำสุดของนักศึกษาจบใหม่

5 อันดับ อาชีพที่ได้เงินเดือนต่ำสุด ของ ” กลุ่มนักศึกษาจบใหม่ ” ได้แก่
  • อันดับที่ 5 นักโภชนาการ เงินเดือนเริ่มต้นของนักศึกษาจบใหม่ อยู่ที่ 11,361 บาท
  • อันดับที่ 4 นักบัญชี การเงิน เงินเดือนเริ่มต้นของนักศึกษาจบใหม่ อยู่ที่ 10,174 บาท
  • อันดับที่ 3 นักทรัพยากรบุคคล เงินเดือนเริ่มต้นของนักศึกษาจบใหม่ อยู่ที่ 10,115 บาท
  • อันดับที่ 2 นักประชาสัมพันธ์ เงินเดือนเริ่มต้นของนักศึกษาจบใหม่ อยู่ที่ 9,719 บาท
  • อันดับที่ 1 เจ้าหน้าที่ธุรการ เงินเดือนเริ่มต้นของนักศึกษาจบใหม่ อยู่ที่ 9,311 บาท
4 อันดับ อาชีพที่ได้เงินเดือนสูงสุด ของ ” กลุ่มนักศึกษาจบใหม่ ” ได่แก่
  • อันดับที่ 4 สถาปนิก เงินเดือนเริ่มต้นของนักศึกษาจบใหม่ อยู่ที่ 15,756 บาท
  • อันดับที่ 3 เภสัชกร เงินเดือนเริ่มต้นของนักศึกษาจบใหม่ อยู่ที่ 17,389 บาท
  • อันดับที่ 2 ทันตแพทย์ เงินเดือนเริ่มต้นของนักศึกษาจบใหม่ อยู่ที่ 48,359 บาท
  • อันดับที่ 1 แพทย์ เงินเดือนเริ่มต้นของนักศึกษาจบใหม่ อยู่ที่ 51,285 บาท






อ้างอิง : สำนีกงานสถิติแห่งชาติ , Infographic Thailand,eduzones.com
ที่มา postjug


"กังนัมสไตล์"โค่น"จัสติน บีเบอร์" ครองแชมป์"วิดีโอยอดชมสูงสุด"ในยูทูบ

"กังนัมสไตล์"โค่น"จัสติน บีเบอร์" ครองแชมป์"วิดีโอยอดชมสูงสุด"ในยูทูบ



วิดีโอเพลง"กังนัม สไตล์" เพลงแดนซ์ชื่อดังจาก"ไซ" ศิลปินเพลงป๊อปชาวเกาหลีใต้ กลายเป็นวิดีโอที่มีการเข้าชมมากที่สุดในประวัติศาสตร์ของยูทูบ 

โดยนับตั้งแต่ถูกโพสต์ลงในยูทูบเมื่อเดือนกรกฎาคม วิดีโอเพลงนี้มีผู้เข้าชมแล้วกว่า 810 ล้านครั้ง โดยแซงหน้าเพลง"เบบี้" ของจัสติน บีเบอร์ ซึ่งโพสต์ลงยูทูบนับตั้งแต่เดือนก.ค. 2010 ที่ขณะนี้มีผู้เข้าชมราว 804 ล้านครั้ง

ทั้งนี้ เพลงดังกล่าว มีเนื้อเพลงที่ตั้งใจล้อเลียนและเสียดสีย่านกังนัม ในกรุงโซล ซึ่งเป็นย่านธุรกิจและย่านที่อยู่อาศัยของมหาเศรษฐี โดยมีท่าเต้นควบม้าเป็นจุดขาย และกลายเป็นกระแสโด่งดังไปทั่วโลก อีกทั้งยังมีผู้นำไปสร้างเป็นเวอร์ชันต่างๆเพื่อล้อเลียนอีกจำนวนมากในหลากหลายภาษา อาทิ วิดีโอของกลุ่มผู้ต้องขังในฟิลิปปินส์อ้ายเหว่ยเหว่ย ศิลปินและนักเรียกร้องสิทธิชาวจีน รวมถึงนายบัน คีมูน เลขาธิการสหประชาชาติ

กังนัมสไตล์ ยังคว้ารางวัลวิดีโอยอดเยี่ยม จากงานเอ็มทีวี ยุโรป มิวสิค อวอร์ดส เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา และขึ้นอันดับหนึ่งในอีกกว่า 28 ประเทศ ก่อนหน้านี้ วิดีโอเพลงนี้ ยังเป็นเจ้าของสถิติวิดีโอที่มีการกด"ไลค์"มากที่สุดในยูทูบไปครองจากกินเนสส์ เวิลด์ เร็คคอร์ดส ถึงเกือบ 5.4 ล้านครั้ง

ขนมไทย9มงคล

   ขนมไทย9มงคล
         ปัจจุบันหากพูดถึงขนมไทย เด็กรุ่นใหม่คงตอบกันได้ไม่กี่ชนิด ขนมไทยในอดีตไม่ใช่แค่อร่อยแต่ยังประกอบไปด้วยความประณีตสวยงาม และความเชื่อ วันนี้ขนมไทยหลายชนิดกำลังถูกกาลเวลาค่อยๆ กลืนหายไปจากคนไทยรุ่นใหม่ ซึ่งเชื่อว่าอีกไม่นานเราคงได้แค่เรียนรู้จากตำราประกอบภาพเท่านั้น วันนี้ผมจึงอยากพาเพื่อนๆ มารู้จักขนมไทยซึ่งเป็นมงคลกัน ซึ่งจริงๆ แล้วขนมไทยโบราณยังมีอีกหลายอย่าง แต่วันนี้เรามารู้จักแค่นี้กันก่อน เพื่อนๆ คนไหนเคยได้ทานครบทั้ง 9 อย่าง ก็เม้นท์บอกกันหน่อยนะครับ

คนไทยมีความเชื่อกันมาตั้งแต่โบราณ ว่าถ้าจัดงานมงคลจะต้องมี ขนมไทย 9 มงคล เลี้ยงแขกบ้านแขกเมือง เพื่อเอาเคล็ดเอาฤกษ์และเพื่อเป็นสิริมงคลแก่ผู้เข้าร่วมงาน ให้มีความสุข ความเจริญรุ่งเรือง มั่งคั่งร่ำรวย ตามความหมายของขนมทั้ง 9 ชนิด

ขนมไทย เอกลักษณ์ของความเป็นไทย นอกจากจะมีความงดงามวิจิตร ละเอียดอ่อน พิถีพิถันในทุกขั้นตอนการทำแล้ว ยังมีรสชาติที่อร่อย หอมกลิ่นพืชพรรณจากธรรมชาติ และกลิ่นอบร่ำควันเทียน อีกทั้งขนมแต่ละชนิดยังมีชื่อเรียกที่บ่งบอกถึงคุณค่า และแฝงไปด้วยความหมายอันเป็นสิริมงคล
คำว่า มงคล หมายถึง สิ่งที่นำมาซึ่งความดีงามและความเจริญรุ่งเรือง ส่วน “ขนมมงคล“ หมายถึง ขนมไทยที่นำไปใช้ประกอบเครื่องคาวหวาน ถวายพระ เลี้ยงแขก ในงานพิธีมงคลต่างๆ เช่น งานมงคลสมรส งานบวช หรืองานขึ้นบ้านใหม่ เป็นต้น โดยจะต้องเลือกใช้เฉพาะขนมไทยที่มีชื่อไพเราะและเป็นสิริมงคล ดังเช่น “ขนมมงคล 9 อย่าง“ ที่จะกล่าวต่อไป


ทองหยิบ เป็นขนมมงคลชนิดหนึ่งมีลักษณะ งดงามคล้าย ดอกไม้สีทอง ต้องใช้ความสามารถและความพิถีพิถันเป็นอย่างมาก ในการประดิษฐ์ประดอย จับกลีบให้มีความงดงามเหมือนกลีบดอกไม้ ขนมทองหยิบ เป็นชื่อสิริมงคลเชื่อว่าหากนำไปใช้ประกอบ พิธีมงคลต่างๆ หรือให้เป็นของขวัญ แก่ใครแล้วจะทำให้เกิดความมั่งคั่งร่ำรวย หยิบจับการงานสิ่งใดก็จะร่ำรวยมีเงินมีทองสมดังชื่อ “ทองหยิบ”

ทองหยอด ใช้ประกอบในพิธีมงคลทั้งหลายหรือมอบเป็น ของขวัญ ในโอกาสสำคัญๆแก่ผู้ใหญ่ที่เคารพรัก หรือญาติสนิทมิตรสหาย แทนคำอวยพร ให้ ร่ำรวยมีเงินมีทอง ใช้จ่ายอย่างไม่รู้หมดสิ้น ประดุจให้ทองคำ แก่กัน

ฝอยทอง เป็นขนมในตระกูลทองที่มีลักษณะเป็น เส้น นิยมใช้กันในงานมงคลสมรส ถือเคล็ดกันว่าห้ามตัดขนมให้สั้น ต้องปล่อยให้เป็นเส้นยาวๆเพื่อที่คู่บ่าวสาวจะได้ครองชีวิตคู่ และรักกันได้อย่างยืนยาวตลอดไปเหมือนขนม “ฝอยทอง”

ขนมชั้น เป็นขนมไทยที่ถือเป็นขนมมงคล และจะต้องหยอดขนมชั้นๆ ให้ได้ 9 ชั้น เพราะคนไทยมีความเชื่อว่าเลข 9 เป็น เลขสิริมงคลหมายถึง ความเจริญก้าวหน้า และขนมชั้นก็หมายถึงการได้เลื่อนชั้น เลื่อนยศถาบรรดาศักดิ์ ให้สูงส่งยิ่งๆขึ้นไป

ขนมทองเอก เป็นขนมในตระกูลทองอีกชนิดหนึ่ง ที่ต้องใช้ความพิถีพิถันเป็นอย่างยิ่งในทุกขั้นตอนการทำ ขนมทองเอกมีลักษณะที่ สง่างาม โดดเด่น กว่าขนมตระกูลทองชนิดอื่นๆ ตรงที่มีทองคำเปลวติดไว้ที่ด้านบนของขนม คำว่า “เอก” หมายความถึง การเป็นที่หนึ่งการใช้ขนมทองเอก ประกอบพิธีมงคลสำคัญต่างๆ หรือใช้มอบเป็นของขวัญในงานฉลองการเลื่อนยศ เลื่อนตำแหน่ง จึงเปรียบเสมือน คำอวยพร ให้เป็นที่หนึ่ง ด้วยเช่นกัน

ขนมเม็ดขนุน เป็นหนึ่งในขนมตระกูลทองเช่นกัน ขนมจะมีสีเหลืองทอง รูปร่างจะคล้ายกับ เม็ดขนุน ข้างในมีไส้ทำด้วย ถั่วเขียวบด มีความเชื่อ
กันว่า ชื่อของขนมเม็ดขนุน จะเป็นสิริมงคลช่วยให้มีคนสนับสนุนหนุนในเรื่องการดำเนินชีวิต และในหน้าที่การงาน หรือกิจการต่างๆที่ได้กระทำอยู่

ขนมจ่ามงกุฎ เป็นขนมที่ทำยากมีขั้นตอนในการทำสลับซับซ้อน นิยมทำกันเพื่อใช้ประกอบพิธีการที่สำคัญจริงๆ คำว่า “จ่ามงกุฎ” หมายถึงการเป็นหัวหน้าสูงสุดแสดงถึงความมีเกียรติยศสูงส่ง นิยมใช้เป็นของขวัญในงานเลื่อนยศ เลื่อนตำแหน่ง ถือเป็นการแสดงความยินดี และอวยพรให้มีความก้าวหน้า ในหน้าที่การงานยิ่งๆขึ้นไป

ขนมถ้วยฟู ให้ความหมายอันเป็นสิริมงคล หมายถึง ความเจริญรุ่งเรืองเฟื่องฟู นิยมใช้ประกอบในพิธีมงคลต่างๆทุกงาน เคล็ดลับของการทำขนมถ้วยให้มีกลิ่นหอมน่ารับประทานนั้น คือการใช้น้ำดอกไม้สดเป็นส่วนผสม และการอบร่ำ ด้วยดอกมะลิสดในขั้นตอนสุดท้ายของการทำ

ขนมเสน่ห์จันทน์ “จันทน์” เป็นต้นไม้ชนิดหนึ่งมีผลสุก สีเหลือง เปล่งปลั่ง ทั้งสวยงามและมีกลิ่นหอมชวนให้หลงใหล คนโบราณจึงนำความมีเสน่ห์ของผลจันทน์มาประยุกต์ทำเป็น ขนมและได้นำ “ผลจันทน์ป่น” มาเป็นส่วนผสมทำให้มี กลิ่นหอม เหมือนผลจันทน์ ให้ชื่อว่า “ขนมเสน่ห์จันทน์” โดยเชื่อว่าคำว่า เสน่ห์จันทน์ เป็นคำที่มีสิริมงคลจะทำให้มีเสน่ห์ คนรักคนหลง ดังเสน่ห์ของผลจันทน์ ขนมเสน่ห์จันทน์ จึงถูกนำมาใช้ประกอบในงานพิธีมงคลสมรส
ที่มา: http://www.bkkparttime.com

วิธีดูแลสุขภาพเล็บจ้า



เล็บขบ Paronychia สาเหตุ เกิดจากเชื้อ Staphylococcus หรือ Stertococcus ทำให้เกิดการอักเสบบวมแดงรอบ ๆ ขอบเล็บ และปวดเล็บ บางรายมีหนองร่วมด้วย มักจะเป็นบริเวณนิ้วเท้าโดยเฉพาะผู้หญิงที่แต่งเล็บหรือเชื้ออาจเข้าบริเวณผิวหนังที่มีแผลเนื่องจากการแช่น้ำมาก
 
การรักษา ให้ยาปฏิชีวนะ เช่น cloxacillin 250-500 mg วันละ 4 ครั้ง ถ้าแพ้ penicilli ให้ใช้ erythromycin แทน ถ้ามีหนองให้ผ่าเอาหนองออกจะหายเร็วยี่งขึ้น 
 
นอกจากนี้ยังมี 6 สูตรสมุนไพรแก้เล็บขบ วิธีรักษาง่าย ๆ ด้วยตัวเอง
 
สูตรที่ 1
โขลกใบฝรั่งสด 2 ใบ เกลือ 1/2 ช้อนชา ข้าวสุก 2 ช้อนโต๊ะ ให้เข้ากัน นำมาพอกตรงหนองบริเวณที่เล็บขบจะช่วยบรรเทาอาการปวดได้
 
สูตรที่ 2
ตำไพลมา 1 แง่ง (ยาวประมาณ 2 นิ้ว) เกลือตัวผู้ (เกลือที่เป็นเม็ดยาวๆ ) 7 เม็ด ข้าวสุก 1 กำมือให้ละเอียด พอกบริเวณที่เป็นแผล ภายใน 20 นาทีจะทำให้หนองแตกออกมาและหายปวดได้
 
สูตรที่ 3
ฝานมะนาวตรงส่วนหัวออก ขนดพอสอดนิ้วเข้าไปได้ ใช้มีดคว้านเอาเนื้อในออกเล็กน้อย ทาปูนแดงบางๆ บริเวณที่เล็บขบ แล้วสอดนิ้วที่เป็นเล็บขบเข้าไปข้างในมะนาวที่ฝานแล้ว ทิ้งไว้ประมาณ 5-10 นาที วิธีนี้ทำวันละ 2-3 ครั้ง เช้า-เย็น
 
สูตรที่ 4
ใช้ใบเทียนดอก 7-10 ใบ (ช่วงมีดอกใช้ดอกก็ได้) ตำให้ละเอียด นำมาพอกบริเวณเล็บขบ เปลี่ยนยาวันละ 2 ครั้ง เช้า-เย็น
 
สูตรที่ 5
ใช้เกลือป่นอัดใส่ตามซอกเล็บเท้าที่เจ็บและถ้าเจ็บมากๆ ให้ใส่เกลือทุกเช้า –เย็น จนกว่าจะหาย
 
สูตรที่ 6
ใช้ใบพลู 3-5 ใบ ตำผสมกับเกลือ แล้วพอกตรงบริเวณที่เล็บขบ เปลี่ยนยาวันละ 2 ครั้ง ช่วงเช้าและเย็น พอกไว้ 5-7 วันก็หายสนิท

อาหารเพื่อสุขภาพ

    อาหารเพื่อสุขภาพ
       ไม่ว่าใคร ๆ ก็ล้วนแล้วอยากจะมีสุขภาพที่ดีไม่ต่างกัน ดังนั้น การดูแลตัวเองด้วยการออกกำลังกาย และการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ จึงเป็นวิธีง่าย ๆ ที่หลาย ๆ คนเลือกใช้และที่สำคัญ มันให้ผลลัพธ์ที่ดีซะด้วยสิ  โดยเฉพาะเรื่องการรับประทานอาหารที่ทำให้สุขภาพดีจากภายใน ยิ่งเป็นสิ่งที่ต้องทำให้ได้ทุกวันเลยล่ะ 

          อ๊ะ ๆ แต่รู้มั้ยคะว่า นอกจากการรับประทานอาหารครบ 5 หมู่แล้ว หากคุณได้รับประทาน "สุดยอดอาหาร" ในทุก ๆ วันแล้ว ยิ่งทำให้คุณมีสุขภาพดีมากขึ้นไปอีก เอ? ว่าแต่สุดยอดอาหารที่ว่านี้ คืออะไร อิอิ.. ตามไปดูพร้อม ๆ กันเลยค่ะ

เบอร์รี่


 1. เบอร์รี่ 

          แม้ว่าผลไม้ตระกูลเบอร์รี่จะเคยเป็นผลไม้ที่หาทานได้ยากในบ้านเรา แต่ในสมัยนี้เห็นจะไม่ใช่อย่างนั้นแล้วล่ะค่ะ เพราะเดี๋ยวนี้เค้ามีขายกันเกลื่อนตามห้างสรรพสินค้า และท้องตลาดบางแห่งด้วยแน่ะ คุณ ๆ รู้ไหมคะว่า ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่นั้น ช่วยในเรื่องของระบบย่อยอาหารได้มากเลยทีเดียว แถมยังมีแอนตี้อ๊อกซิแดนท์ช่วยให้ผิวอ่อนเยาว์ และที่สำคัญ ยังมีวิตามิน C ที่ช่วยในเรื่องผิวพรรณและหวัดอีกด้วย

ไข่ไก่

 2. ไข่ไก่ 

          ไข่ไก่เป็นสุดยอดอาหารที่หาง่ายมาก ๆ แถมยังราคาถูกอีกแน่ะ คุณ ๆ รู้ไหมว่า ไข่ไก่นั้นเป็นแหล่งของโปรตีนคุณภาพสูง ที่ทำให้คุณได้พลังงานแต่ไม่อ้วน แถมมีประโยชน์ในการบำรุงสายตา อ้อ แถมยังมีลูทีนที่จะป้องกันผิวคุณจากการทำลายของแสงแดดอีกด้วย

ถั่ว

  3. ถั่ว 

          ถั่วเป็นแหล่งของเหล็ก ซึ่งเป็นสารอาหารที่ช่วยในการส่งผ่านออกซิเจนจากปอดไปยังเซลล์ต่าง ๆ ของร่างกาย โดยในถั่ว 1 ถ้วย จะให้ธาตุเหล็กประมาณ 16 มิลลิกรัม ซึ่งถือว่าเป็นปริมาณที่สูงเลยทีเดียว นอกจากนี้ ถั่วยังมีไฟเบอร์ช่วยให้ร่างกายขับถ่ายได้ง่ายอีกด้วย

มะม่วงหิมพานต์

  4. อัลมอนต์ แม็คคาเดเมีย และมะม่วงหิมพานต์ 

          เป็นอาหารที่อุดมไปด้วยที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพหัวใจ จากการศึกษาของนักโภชนาการ พบว่า ผู้ที่รับประทานเมล็ดพืชเหล่านี้จะมีอายุยืนกว่าผู้ที่ไม่ได้ทานถึง 2 ปีครึ่งเลยทีเดียว นอกจากนี้ ยังมีโอเมก้า 3 เอแอลเอ ที่จะส่งผลให้อารมณ์ดีขึ้น ที่สำคัญยังช่วยลดคอเลสเตอรอลที่ไม่ดีด้วย

ส้ม


 5. ส้ม 

          เป็นแหล่งวิตามิน C คุณภาพ ที่มีประโยชน์ต่อการสร้างเซลล์เม็ดเลือดขาว และช่วยสร้างภูมิต้านทานโรค รวมทั้งยังมีไฟเบอร์สูง เป็นแหล่งของแอนตี้อ๊อกซิแดนท์ ที่จะช่วยปกป้องเซลล์ผิวจากการถูกทำลาย และเสริมสร้างคอลลาเจนในผิว เรียกว่าคุณประโยชน์ครบครันเลยทีเดียว

มันเทศ

 6. มันเทศ 

          อาหารที่หาได้ง่าย แถมยังให้ประโยชน์มากมายกับสุขภาพอีก มันเทศเป็นแหล่งเบตาแคโรทีนชั้นดีที่ช่วยในการบำรุงสายตา เสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกัน และที่หลาย ๆ คนคิดไม่ถึง คือ มันเทศมีสารต้านมะเร็งสูงอีกด้วยค่ะ

บร็อกโคลี

  7. บร็อคโคลี่ 

          เป็นแหล่งของวิตามินซี เอ และเค เป็นผักที่มีเบต้าแคโรทีนสูง ช่วยบำรุงสายตา และมีสารไอโซธิโอไซยาเนทส์ (Isothiocyanates) ที่ช่วยต่อต้านมะเร็งปอด รวมถึงมะเร็งกระเพาะปัสสาวะ นอกจากนี้ วิตามินเคยังเป็นสารอาหารที่ช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงของกระดูกด้วย

ชา

  8. ชา 

          แม้ว่าชาจะเป็นหนึ่งในเครื่องดื่มที่ไม่ได้ให้ผลดีต่อสุขภาพเท่าไหร่ แต่รู้ไหมว่า การดื่มชาในปริมาณที่พอเหมาะ จะช่วยลดความเสี่ยงต่อการเป็นอัลไซเมอร์ มะเร็ง และทำให้สุขภาพฟันและกระดูกแข็งแรงขึ้น เพราะในชานั้นมีสารแอนตี้อ๊อกซิแดนท์ที่เรียกว่า ฟลาโวนอยด์ (flavonoids) ที่ให้ผลลัพธ์ที่ดีต่อสุขภาพ

คะน้า

  9. คะน้า 

          มีสารเบต้าแคโรทีนสูง ช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งกระเพาะอาหาร มะเร็งลำไส้ มะเร็งปอด รวมถึงมีวิตามินที่ช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อ สร้างภูมิต้านทานโรคที่ดี นอกจากนี้ยังมีแคลเซียมเสริมสร้างการทำงานของกระดูก

โยเกิร์ต

  10. โยเกิร์ต 

          อาหารสุขภาพที่หลาย ๆ คนมักจะซื้อไว้ติดบ้าน เอาไว้ทานยามหิว และนั่นเป็นสิ่งที่ดีแล้วค่ะ เพราะในโยเกิร์ตนั้นมีสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกายมากมาย ไม่ว่าจะเป็น โพแทสเซียม ฟอสฟอรัส สังกะสี วิตามินบี 12 และโปรตีน ดังนั้น ถ้าคุณทานโยเกิร์ตให้ได้วันละ 1 ถ้วย จะทำให้สุขภาพคุณดีอย่าบอกใครเลยล่ะ